หน้าแรก | Sitemap | ตั้งเป็นหน้าแรก | เก็บเว็บนี้ไว้
  ค้นหา     » Advanced Search
หมวดหมู่
ForWard Mail Member
สนใจรับ"ฟอร์เวริดเมลล์" เจ๋งๆ จากดีดีจังกรุ๊ป
ใส่ Email ด้านล่างแล้วคลิ๊กลิ้งค์ ในอีเมลล์ ที่ระบบส่งให้อีกครั้ง


'เจ' กินอย่างไรให้ได้คุณค่าและปลอดภัย

สำหรับใครหลายคนที่ตั้งใจจะเริ่มรับประทานเจในปีนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็มีเคล็ดลับดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญในการเลือกรับประทานผักให้ปลอดภัย และได้สารอาหารครบทุกหมู่ตามความต้องการของร่างกาย


 ผศ.ดร.สุพัตรา ชาติบัญชาชัย ผู้จัดการโครงการผักปลอดภัยจากสารพิษ จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงคำแนะนำสำหรับการรับประทานอาหารเจว่า คนส่วนใหญ่เมื่อถึงเทศกาลอาหารเจ ก็มักจะเน้นรับประทานแต่ผักสดเพียงอย่างเดียว ซึ่งในผักนั้น ยังมีสารอาหารไม่ครบ เพราะผักจะให้วิตามิน เกลือแร่ ไฟเบอร์ น้ำ และให้น้ำตาลบ้าง ดังนั้น ผู้ที่จะรับประทานอาหารเจ จึงควรทานธัญพืช เช่น เมล็ดงา ลูกเดือย ลูกบัว หรือพืชตระกูลถั่ว และพืชจำพวกที่เป็นหัวในดิน เช่น เผือก มัน กลอย ร่วมไปด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นที่ขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน


 สำหรับพืชตระกูลถั่วนี้ ในทางการแพทย์แผนจีนได้ถือว่า ถั่ว แต่ละประเภทจะให้ประโยชน์แตกต่างกันออกไป ถั่วแดงมีประโยชน์ต่อหัวใจ ถั่วดำมีประโยชน์ต่อไต ถั่วเหลืองมีประโยชน์ต่อม้าม ถั่วเขียวมีประโยชน์ต่อตับ และถั่วขาวมีประโยชน์ต่อปอด


 นอกจากนี้ ในเมล็ดงา ทั้งงาขาวและงาดำยังมีกรดไขมันไลโนเลอิค ซึ่งเป็นไขมันดีที่จำเป็นต่อร่างกายมาก แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ดังนั้น การรับประทานงา ก็ช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันที่ดีอีกทางหนึ่ง


 ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อเมล็ดในของพืชผัก เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม มันฮ่อ เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมายหลายชนิด และการได้รับประทานสาหร่ายทะเลทั้งสดและแห้งพร้อมทั้งใช้เกลือทะเลมาปรุงลงในอาหาร ช่วยให้ร่างกายได้รับไอโอดีน ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคคอพอกได้เป็นอย่างดี


 อย่างไรก็ตาม ดร.สุพัตรา ได้เตือนว่า การเลือกรับประทานผักและธัญพืช ทั้งสดและแห้ง ควรเลือกซื้ออย่างระมัดระวัง เพราะพืชผักในปัจจุบันมีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตมาก ทำให้มีสารเคมีปนเปื้อนและตกค้างอยู่ในผัก ดังนั้น วิธีการเลือกซื้อผักให้เริ่มต้นจากการสังเกตลักษณะของผัก เช่น ถ้าเป็นผักใบอย่าง คะน้า ก็ให้ดูที่ใบ ถ้าใบอวบ สมบูรณ์ ใหญ่ สีเขียวสดมาก ไม่คล้ำ และไม่มีร่องรอยแมลง ก็ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าผักนั้นไม่ปลอดภัย หรืออย่างถั่วฝักยาวให้เลือกที่ไม่แข็งมาก สีเป็นธรรมชาติ ไม่สดจนเกินไป และมีรอยเจาะของหนอนอยู่บ้างบางข้อ เป็นต้น โดยนอกจากจะสังเกตลักษณะของผักนั้นแล้ว การดมกลิ่นควบคู่ไปด้วยก็สามารถนำมาใช้เลือกซื้อผักได้เช่นกัน


 “แต่ทางที่ดีที่สุด เมื่อซื้อผักมาแล้ว ก็ต้องนำมาล้างก่อนรับประทาน หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าความร้อนจากการปรุงอาหารจะทำให้สารเคมีที่ปนเปื้อนในผักสลายตัวไปได้ จึงนำมาปรุงหรือลวกโดยไม่ล้าง ซึ่งแม้จะทำให้เชื้อโรคที่ติดมากับผักตายไปได้     แต่ไม่ได้ช่วยให้สารเคมีหมดไป อีกทั้ง ความร้อนยังอาจเปลี่ยนสารที่ปนเปื้อนมาให้เป็นสารเคมีตัวอื่น เพราะฉะนั้น ก่อนลวกผักจึงควรล้าง เพื่อช่วยลดปริมาณสารพิษที่ปนเปื้อนมากับผักได้มากขึ้น” ดร.      สุพัตรากล่าว


 ในส่วนของอาหารแห้ง เช่น ถั่ว ลูกเดือย หรือพริกแห้งนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งปนเปื้อนจำพวกเชื้อโรคเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย เช่น สารอัลฟาท็อกซิน ในถั่ว ดังนั้นจึงควรเลือกซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ มีการจัดเก็บอย่างถูกสุขลักษณะ และบรรจุอยู่ในภาชนะที่


  สะอาด หรือถ้าเป็นอาหารกระป๋อง ก็ให้สังเกตที่วันผลิต วันหมดอายุ และลักษณะของกระ ป๋อง เพราะสำหรับอาหารกระป๋องที่บรรจุไม่ดี หรือหมดอายุจะมีเชื้อโรคอย่างโบทูลินั่ม ที่มีฤทธิ์ในการทำลายเส้นประสาทได้


 “ทางที่ดีที่สุดในการเลือกรับประทานผักและ  ผลไม้ คือการเลือกผักผลไม้ตาม    ฤดูกาล ซึ่งจะไม่ค่อยใช้สารเคมีใด ๆ อยู่แล้ว เนื่องจากปลูกได้ง่าย”
 แม้ว่า การหันมารับประทานแต่ผัก แล้วงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ในช่วงเทศกาลกินเจ จะมีประโยชน์ ทั้งแง่ของร่างกายในเรื่องสารอาหารและกระบวนการย่อย และแง่ของจิตใจที่ได้รับการขัดเกลาให้มีความเมตตา ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น แต่ถ้าหากเรารับประทานแต่ผักที่ปนเปื้อนด้วยสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค หรือสารเคมี ประโยชน์ที่ควร    ได้ก็จะกลายเป็นโทษให้ร่างกายทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตับ และไต ซึ่งถ้าสะสมมากไว้ อาจเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็งได้


 เพราะอาหารและยามาจากแหล่งเดียวกัน การใส่ใจในการเลือกรับประทานอย่างถูกต้องและพอเพียงต่อความจำเป็นของร่างกาย จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจ.

วิธีการล้างผักเพื่อลดสารพิษ

1. ลอกหรือปอกเปลือกชั้นนอกของผักออกแล้วแช่น้ำสะอาด 5-10 นาที


2. ล้างออกด้วยน้ำไหลจากก๊อกนาน  2  นาที   


3. ใช้ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่ผัก นาน 10 นาที     
   แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง 


4. ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมัง
   แช่ผักนาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง 


5. ใช้น้ำส้มสายชู (5%) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 กะละมังแช่ผัก นาน 10  
   นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง 

6. แช่ผักในน้ำซาวข้าว นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง 


7. ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 1 กะละมัง แช่ผักนาน 10 นาที
   แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง 


8. ลวกหรือต้มผักด้วยน้ำร้อน 


ที่มา โครงการผักปลอดภัยจากสารพิษ จ.ขอนแก่น
เรียบเรียงโดย นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ข้อมูลเดลินิวส์


อยากมีบัตรเครดิตเชิญทางนี้
สมัครบัตรเครดิตออนไลน์ จาก 20 สถาบันชั้นนำ อนุมัติ Online โทรกลับทันที พร้อมรับเอกสารถึงที่
ประกันรถของคุณราคาเท่าไหร่?
อยากรู้ราคาประกันรถยนต์ เช็คราคาได้แบบออนไลน์ พร้อมรับฟรีของแถม
image
2006 อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

» นมเปรี้ยว
โพสเมื่อ Feb 07,2007
» มะเขือเทศกับนมสูตรสวยจากธรรมชาติ
โพสเมื่อ May 02,2007
» หลักการรับประทานอาหารสำหรับสตรีวัยทอง
โพสเมื่อ Oct 13,2006
» ทฤษฎี(ไม่)ใหม่...ยิ่งกินเยอะ น้ำหนักยิ่งลด!!!
โพสเมื่อ Sep 30,2006
» มันมากับ “กาแฟ” ไม่ใช่คาเฟอีน!!
โพสเมื่อ Oct 06,2006
ให้คะแนนกับบทความนี้?
(total 0 votes)


More Top News
ข่าวสุขภาพ
อาหารและยา
ไลฟ์สไตล์
ความงาม
แม่และเด็ก
เพศศึกษา