ต้องยอมรับกันว่าเด็กๆ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะอยู่ในเขตเมืองหรือเขตชนบท ในช่วงกลางวันมักอยู่กับผู้ดูแลที่ไม่ใช่พ่อแม่ของตัวเอง เพราะว่าพ่อแม่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงาน เด็กส่วนใหญ่จึงต้องอยู่กับสถานเลี้ยงเด็ก หรือ “เนิร์สเซอรี่”
การที่เด็กถูกส่งเข้าสถานเลี้ยงเด็กนั้น แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในทีมผู้วิจัยเรื่องอิทธิพลของธุรกิจ ต่อสถานเลี้ยงดูเด็กและพ่อแม่ : ศักยภาพ ที่จะมีผลต่อสุขภาพของเด็กปฐมวัย สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า หากสถานรับเลี้ยงเด็กดีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเด็กจะได้รับทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้รับการพัฒนาและการเตรียมความพร้อม ในการเข้าโรงเรียนอนุบาลและการศึกษาในระดับปกติต่อไป แต่หากไปเจอศูนย์เด็กเล็กที่ไม่มีคุณภาพก็จะมีปัญหาตามมา หากคนเลี้ยงไม่ใส่ใจเด็ก ยิ่งนำเด็กไปอยู่รวมกันมากๆ ก็จะเกิดปัญหาสุขภาพ ปัญหาการติดเชื้อต่างๆ ตามมา
จากการที่เด็กใช้เวลาอยู่ในสถานเลี้ยงดูเด็ก ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ผู้ดูแลเด็กจึงต้องทำหน้าที่แทน พ่อแม่ เพื่อให้เด็กมีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยและมีความประพฤติที่ดี สถานเลี้ยงดูเด็กจึงกลายเป็นแหล่งสำคัญที่ธุรกิจสินค้า สำหรับเด็กเล็งเห็นว่าน่าจะเป็นช่องทางจัดจำหน่าย ที่จะสามารถกระจายสินค้าไปสู่เด็กกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสำรวจในเบื้องต้นพบว่า สินค้าเกี่ยวกับเด็กที่นิยมใช้สถานเลี้ยงดูเด็กซึ่งเป็นช่องทางการจัดจำหน่าย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารและนม ผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็ก และเครื่องใช้สำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาพ พัฒนาการด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคมของเด็กปฐมวัยได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจ้าหน้าที่ของสถานเลี้ยงดูเด็กเป็นผู้แนะนำ ให้กับพ่อแม่เลือกใช้ก็จะยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือและจูงใจให้พ่อแม่ซื้อสินค้านั้นมาใช้
แพทย์หญิงลัดดากล่าวว่า พ่อแม่จึงควรจะต้องรู้ เท่าทันกับวิธีการทางการตลาดของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ต้องพิจารณาว่ามีผลดีหรือผลเสียอย่างไร รวมทั้งต้องอธิบายให้ลูกฟังด้วยว่าสิ่งของที่ได้รับแจกมานั้นดีมากน้อยแค่ไหน จำเป็นมากน้อยเพียงไร
ส่วนผู้ประกอบการในปัจจุบันก็มีแนวโน้มว่าต้องรับผิดชอบสังคม และต้องทำตามกฎของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย.
ไทยรัฐ[13 ม.ค. 50 - 00:18]